4 ต้นปาล์มประดับ ที่นิยมปลูกในสวน

ต้นปาล์มมีหลายสายพันธุ์ ที่พบมากในบ้านเราจะเป็นพวก หมาก ปาล์ม หวาย อินทผาลัม เป็นต้น นอกจากการปลูกเพื่อหวังผลแล้ว สวนสวยหลายแห่งยังนิยมนำปาล์มมาปลูกเป็นไม้ประดับ ด้วยรูปทรงที่สูงเด่น ไม่ต้องดูแลให้ยุ่งยากเหมือนพรรณไม้อื่น ๆ ทนแล้ง

เพียงจัดวางให้ถูกจุด บริเวณนั้นก็จะดูมีมิติขึ้นมาทันตา ซึ่งต้นปาล์มประดับที่ถูกนำมาตกแต่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ 4 สายพันธุ์ด้วยกัน ชนิดของต้นปาล์มที่นิยมนำมาเป็นไม้ประดับบทความนี้คัดสรรต้นปาล์มตามลักษณะของใบ มาให้เลือกศึกษาและลองปลูกกัน

ปาล์มใบขนนก

ปาล์มประดับที่มีลักษณะใบเป็นขนนกที่อยากจะแนะนำ ก็คือ อินทผาลัมใบเงิน อินทผาลัมใบเงินเป็นต้นไม้ที่ทนกับสภาพแวดล้อมในเมืองได้ดี จึงมักพบเห็นปลูกประดับอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะอาคารใหญ่ๆ เพราะ มีรูปร่างสง่างามคล้ายน้ำพุ ส่งเสริมความสวยงามของตัวอาคารได้ดี

ทั้งยังมีระบบรากที่ไม่รบกวนฐานรากของอาคารบ้านเรือน สามารถปลูกใกล้กับตัวอาคารได้โดยเว้นระยะเพียง 1 เมตร ความสูงของต้นเปลี่ยนแปลงช้า ดูแลตัดแต่งได้ง่าย และมีอายุยืนยาวเป็นสิบๆ ปี

ปาล์มใบหางปลา

สำหรับใครที่ชอบใบรูปหางปลา และมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด ขอแนะนำ ปาล์มแสนสง่า หรืออีกชื่อหนึ่งคือซอมเมอร์เรีย เป็นต้นปาล์มลำต้นเดี่ยว ที่มีความสูงไม่เกิน 3 เมตร สามารถปลูกในกระถางได้อีกด้วย มีดอกสีนวลตัดกับผลสีดำ จะปลูกไว้กลางแจ้งหรือในพื้นที่ที่มีแดดรำไรของสวนก็ได้ ใครที่ถนัดปลูกปาล์มประดับจากการเพาะเมล็ด ก็สามารถซื้อหาเมล็ดมาเพาะได้ ใช้เวลาเพียง 3-6 เดือน

ปาล์มใบรูปพัด

ต้นปาล์มที่มีใบเป็นรูปพัด ไม่ว่าจะเป็นรูปพักเว้าตื้นหรือเว้าลึก ก็มักมีรูปทรงพุ่มใบที่สวยงามบนยอด เอาใจคนที่ชอบต้นปาล์มลักษณะอลังการ ก็ต้องแนะนำ ตาลฟ้า ตาลฟ้านี้มีลักษณะโดดเด่นที่ใบรูปพัดขนาดใหญ่มาก สีของใบเป็นสีฟ้าอมเขียว มีความนวลขาวขายสีเงินแซมอยู่ด้วย

นับว่าเป็นไปตามที่มีลักษณะสะดุดตาเป็นอย่างมาก สามารถปลูกเดี่ยวๆ ได้ เหมาะกับพื้นที่กว้าง เพราะมีใบและก้านที่แผ่กว้างออกจากลำต้นได้ถึง 7 หรือ 8 เมตร มีความทนทาน เพียงแต่ระวังไม่ให้ชื้นแฉะ

ปาล์มใบเป็นพวง

ปาล์มประดับชนิดที่มีใบเป็นพวง ที่นิยมปลูก คือ ปาล์มหางกระรอก หรือปาล์มหางจิ้งจอก มีลักษณะใบเป็นพวงคล้ายหางจิ้งจอกตามชื่อ มีลำต้นเป็นลำต้นเดี่ยว มักเลี้ยงให้มีความสูงประมาณ 2-4 เมตร ปลูกเป็นกลุ่มจะให้ความสวยงามกับสวนมากกว่าปลูกแบบเดี่ยว

แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะหมดงบประมาณมากเพราะมีราคาถูกเพียงหลักร้อยเท่านั้น เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้ง่าย หาซื้อได้ทั่วไปตามตลาดต้นไม้

ถึงแม้ว่าต้นปาล์มประดับส่วนใหญ่จะดูแลง่ายและทนทานต่อแดด ไม่ต้องการน้ำหรือปุ๋ยมาก ผู้เลี้ยงก็ควรหมั่นตรวจตราแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของปาล์มเช่น ด้วง และให้ยาเพื่อดูแลรักษาให้ต้นปาล์มยืนต้นสง่างามอยู่ได้นาน

การปลูกฟักทอง ปลูกกินก็ง่าย ปลูกขายก็ได้กำไร

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างพันธุ์พืชผัก สำหรับการทำครัวขึ้นมาซักหนึ่งชื่อ ฟักทองน่าจะเป็นอีกหนึ่งผักสวนครัวที่อยู่คู่ครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน อาจจะเห็นได้ทั้งการปลูกฟักทองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นมีมากมาย ใช้ทำอาหารคาวก็ได้ อาหารหวานก็ดี

อีกเหตุผลคือฟักทองให้คุณประโยชน์กับคนชอบกินอย่างมากมายมหาศาล อีกทั้งการปลูกฟักทองนั้นปลูกได้ง่ายไม่ยาก ซึ่งคุณเองก็สามารถทำกำไรเป็นอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวได้

การปลูกฟักทองเพื่อทำอาหารในครัวเรือนก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในยุคสมัยที่ค่าครองชีพมากขึ้น ดังนั้นเราจึงมีขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับการปลูกฟักทอง ก่อนอื่นต้องเตรียมเครื่องมือเครื่องไม้อุปกรณ์ในการปลูกฟักทองก่อน ซึ่งมีเครื่องมือทั้งหมดด้วยกัน 4 ส่วน

ส่วนแรกขอเรียกว่า เมล็ดฟักทองที่อุดมสมบูรณ์พร้อมเติบโต สำคัยมากในการเตรียมวัตถุดิบหลักให้ดีเหมือนการเริ่มต้นที่ดี คัดสรรเมล็ดด้วยความตั้งใจให้ได้เมล็ดที่สมบูรณ์มากที่สุด ดูตำหนิให้ดีเพราะการปลูกฟักทองแปลงนี้ต้องเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์เท่านั้น ถ้าไม่เช่นนั้นฟักทองไม่งอกออกมาเจอคุณแน่นอน

ส่วนที่สองคือที่เพาะฟักทอง ทั้งการเตรียมดินที่ดีมีแร่ธาตุและที่เพาะปลูก เพราะฟักทองคือไม้ล้มลุกจึงจำเป็นต้องเตรียมไม้หลักเพื่อปักค้ำต้นฟักทองของคุณไว้ ให้ได้เติบโตตามการปักหลักและปักไว้ให้แน่นหนา และหลังจากนั้นประมาณ 10 วันต้นฟักทองก็จะงอกขึ้นมา ข้อควรสำคัญคือควรใช้เชือกในการผูกกับแผงไม้หลัก หรือสร้างรั้วในการให้ไม้เลื้อยนี้

ส่วนที่สามเตรียมอาหารของฟักทองให้พร้อมนั่นคือดินกับปุ๋ยให้พร้อมในการปลูกครั้งนี้ ซึ่งดินเหมาะสมคือดินร่วนปนทราย เพื่อการระบายน้ำไม่ทำให้ดินชื้น หรืออาจจะเพิ่มผสมปุ๋ยหมักเข้าไปด้วย หลังจากนั้นขุดลงไปประมาณ 2 – 4 cm เพื่อหย่อนเมล็ดลงไปในหลุมไม่เกิน 4 เมล็ด และใช้ดินกลบ รดน้ำให้ชุ่มไม่แฉะ คลุมด้วยฟางเพื่อกักความชื้น

ส่วนที่สี่อ่อนแอ่ก็แพ้ไป ต้นไหนไม่ไหวให้ถอนออก พอมาถึงขั้นตอนนี้เราจะเห็นการเติบโตโดยมีใบงอกออกมาให้เลือกเฉพาะต้นที่แข็งแรงที่สุด และถอนเอาต้นที่อ่อนแอออกไปให้หมด

ส่วนสุดท้ายคือการเก็บเกี่ยวซึ่งการเก็บเกี่ยวฟักทองนั้นจะใช้เวลาประมาณ 4 – 5 เดือน น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยกันอย่างแน่นอน หวังว่าคุณจะได้ประโยชน์จากการปลูกฟักทองครั้งนี้

สูตรดินปลูกต้นไม้ ทำใช้เองไม่เปลืองตังค์

ใครชอบปลูกต้นไม้เองมาทางนี้ได้เลย สำหรับคนที่อยู่บ้านแล้วชอบปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก ดินที่ซื้อมาใช้ปลูกต้นไม้นั้นส่วนใหญ่ก็เป็นดินธรรมดานี่แหละ แต่ว่าต้นไม้แต่ละประเภทนั้นก็ต้องการดินและสารอาหารที่แตกต่างกันไปเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต

เพื่อบำรุงใบ บำรุงผล บำรุงดอก ดังนั้นจึงควรเตรียมดินปลูกต้นไม้เอาไว้ให้ถูกกับต้นไม้ที่จะนำมาปลูกกันดีกว่า ต้นไม้จะได้สวยงาม ปลูกแล้วได้ดั่งใจทำให้หายเหนื่อยด้วย

1. ดินสำหรับต้นไม้ในกระถาง

ควรจะเป็นดินที่มีความละเอียด มีการระบายน้ำที่ดี สามารถถ่ายเทอากาศได้ จะทำให้พืชเจริญเติบโตดี ถ้าดินระบายน้ำไม่ดีมีน้ำขังก็จะทำให้รากกักเก็บความชื้นไว้มากเกินไปและทำให้รากเน่าได้ส่วนผสมของดินปลูกต้นไม้ในกระถาง
– ดินร่วน 1 ส่วน
– ทราย 1 ส่วน
– ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน
– ขุยมะพร้าว หรือ ขี้เถ้าแกลบ 1 ส่วน
– นำมาผสมให้เข้ากัน จะเพิ่มใบไม้ เปลือกถั่วด้วยก็ได้นะ

2. ดินสำหรับปลูกไม้ประดับ

ควรจะเป็นดินที่โปร่ง มีการระบายน้ำที่ดี มีสารอาหารเยอะ เพื่อให้ดอกใบให้สีสันสวยส่วนผสมของดินที่ปลูกไม้ประดับ
– ให้ใช้ดินใบจามจุรีหรือขุยไผ่ 1 ส่วน
– ปุ๋ยคอก 1 ส่วน
– กาบมะพร้าวละเอียด 1 ส่วน
ผสมดินให้เข้ากันแล้วนำไปปลูกดอกไม้หรือไม้ประดับได้เลยโดยที่ไม่ต้องทำการหมักดินก่อน

3. ดินสำหรับปลูกผัก

เป็นดินที่มีการผสมส่วนต่างๆ และทำการหมักเอาไว้ก่อนที่จะนำไปใช้งานส่วนผสมของดินที่ปลูกผัก
– ใช้ดินร่วน 3 ส่วน
– ทรายหยาบ 1 ส่วน
– แกลบดิบ 1 ส่วน
ให้คลุมหน้าดินด้วยถุงหรือกระสอบเอาไว้ 1 สัปดาห์ เป็นการหมักดินจากนั้นจึงค่อยนำไปปลูกผัก ผักจะให้ใบที่มีสีเขียวเข้มแตกยอดอ่อน ดูน่ารับประทานเลยล่ะ

4. ดินสำหรับพืชที่ปลูกในร่ม

ควรเป็นดินที่มีความโปร่ง ละเอียด ระบายน้ำได้ดีไม่ขัง และชื้นเกินไป เพราะในบ้านในอาคารนั้นมีความชื้นมากกว่าข้างนอกบ้านอยู่แล้ว
ส่วนผสมของดินที่ปลูกในร่ม
– ใช้ดินร่วน
– ปุ๋ยหมัก
– ทรายหยาบ
– ผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน
– จะใส่เศษใบไม้แห้ง หรือแกลบเพิ่มลงไปนิดหน่อยก็ได้

หลังจากใช้ปลูกต้นไม้ไปแล้ว ใช้ปุ๋ยคอกละลายน้ำรดต้นไม้เพิ่มเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการเพิ่มสารอาหารให้กับต้นไม้ด้วย เพราะสารอาหารในดินจะน้อยลงหรือหมดไปได้ ต้องมีการเติมบ้าง

5. ดินสำหรับพืชทนแดด

ส่วนผสมของดินที่ปลูกกับพืชกลางแจ้ง ให้นำใบไม้ที่มีสารอาหารต่างๆ ใบกระถิน ใบแค ใบต้นก้ามปู ใบขี้เหล็กมากองรวมกัน รดน้ำให้ชุ่ม รอให้ใบไม้เปื่อยยุ่ย นำมาผสมดินไปปลูกต้นไม้ได้เลย

นี่คือสูตรดินปลูกต้นไม้ฉบับโฮมเมดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และตรงความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิดมากกว่าการใช้ดินทั่วไปอย่างแน่นอน ดินดีย่อมทำให้พืชงอกงามดี แถมสูกตรนี้ประหยัดเงินซื้อดินปลูก วัตถุดิบก็หาง่ายอีกด้วย

เลี้ยงกล้วยไม้ป่าให้รอด พร้อมเคล็ดลับดูแลให้รากสวย

กล้วยไม้ “ราชินีแห่งพันธุ์ไม้ดอก” สมญานี้มิได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะความสวยสง่า ความงดงาม โดดเด่นเหนือกว่าพันธุ์ไม้อื่นใด โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่า ที่เป็นพันธุ์ไม้แท้ ๆ ไม่ได้ถูกปรุงแต่งหรือปรับเปลี่ยนพันธุกรรม กล้วยไม้เป็นพืชที่ทั้งเลี้ยงยากและเลี้ยงง่าย

กล่าวคือเลี้ยงยากสำหรับมือใหม่ที่ไม่มีความรู้ แต่เลี้ยงง่ายสำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญและรู้ใจกล้วยไม้แล้ว สำหรับวิธีการเลี้ยงไม้ประดับพันธุ์นี้ให้รอด มีรากสวย ออกดอกงดงาม ลำต้นแข็งแรงนั้น มีเคล็ดลับดังนี้

จัดหาวัสดุปลูกให้เหมาะสมกับ

ชนิดรากกล้วยไม้แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ

รากอากาศ

ได้แก่ ช้างกระ ฟ้ามุ่ย เข็มขาว มาลัยแดง เป็นต้น รากชนิดนี้ไม่ต้องการความชื้นมาก ชอบยึดเกาะตามต้นไม้เนื้อแข็ง สามารถยึดเกาะกระถางดินเผาหรือวัสดุปลูกที่แข็งได้ รากในส่วนปลายของรากหรือ Root Cap จะมีสีเขียวซึ่งสามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงไม่ควรใช้วัสดุปลูกที่ปิดกั้นแสง

รากกึ่งอากาศ

ได้แก่ เอื้องเงิน เอื้องแซะ เอื้องคำ เอื้องม่อนไข่ เป็นต้น กล้วยไม้พันธุ์นี้ต้องการความชื้นมาก โดยปกติกล้วยไม้ประเภทนี้จะชอนไชรากลงบนเปลือกไม้ที่มีความชุ่มชื้นสูง การเลือกวัสดุปลูกควรเลือกวัสดุที่อ่อนนุ่ม ให้รากชอนไชเข้าไปได้ง่ายเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดี

รากดิน

ได้แก่ รองเท้านารี ม้าวิ่ง และกล้วยไม้ดินอื่นๆ กล้วยไม้รากดินแม้จะมีรากขนาดใหญ่ แต่ก็ต้องการความชื้น การเลือกวัสดุๆ ควรเลือกวัสดุที่มีความชื้นอุ้มน้ำได้ดี แต่วัสดุปลูกนั้นต้องสะอาด ไม่ทำให้เกิดเชื้อรา หรือแอนแทรคโนสได้ง่าย

เลี้ยงราก สร้างลำต้น ค่อยหวังผลและดอก

ก่อนที่กล้วยไม้จะสามารถออกดอกสวยๆ และให้ผลที่สมบูรณ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบำรุงเริ่มต้นจากราก สำหรับกล้วยไม้ป่าที่มาใหม่หรือต้องตัดรากย้ายกระถาง ควรใช้น้ำยาเร่งราก เพื่อให้รากมันงอกเร็วขึ้นป้องกันการทรุดโทรมของต้นและใบ

เมื่อรากงอกเต็มที่แล้วหรือในกรณีที่กล้วยไม้ปลูกมาสักพักแล้ว การบำรุงรากให้สวยงามนั้นควรทำได้โดยการ นำนมสด 250 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำ 1 ลิตรฉีดพ่นบริเวณราก ในตอนเช้าแบบวันเว้นวัน จะสังเกตได้ว่านมสดจะทำให้รากกล้วยไม้มีคราบตะไคร่น้ำสีเขียวขึ้น ตะไคร่น้ำเหล่านี้จะช่วยดูดซับความชื้น รากจะอวบ บริเวณ Root Cap จะเขียวเข้ม

เมื่อรากได้รับการบำรุงดีแล้ว ลำต้นและไปก็จะอวบสมบูรณ์ดี หากจะให้ปุ๋ยก็ควรให้ปุ๋ยแต่เพียงน้อย เพราะกล้วยไม้สายพันธุ์ป่าให้ปุ๋ยมากไม่ได้จะทำให้ Root Cap ได้รับความเสียหาย

เมื่อกล้วยไม้เริ่มแทงช่อดอกควรให้นมสดมากขึ้น เพื่อให้ช่อดอกมีความเอิบอิ่มสวยงาม การเลี้ยงกล้วยไม้แบบดูแลจากรากสู่ลำต้นเพื่อให้ดอกและผลของกล้วยไม้สมบูรณ์นี้เป็นวิธีที่ใช้ได้จริง

การรับมือโรคระบาด และศัตรูพืช

โรคระบาดที่เกิดในกล้วยไม้ คือ “โรคแอนแทรกโนส” ซึ่งจะทำให้ใบเน่าและลามไปทั่วต้นจนกล้วยไม้ จนต้นนั้นตายไปในที่สุด มักเกิดง่ายในตระกูลกล้วยไม้ที่เติบโตทางยอด เช่น ช้างกระ มาลัยแดง ไอยเรศ เป็นต้น

การแก้ปัญหาทำได้โดยการตัดใบกล้วยไม้ที่มีรอยเน่าดำนั้นทิ้ง แล้วนำกล้วยไม้ต้นนั้นออกห่างจากต้นอื่นๆ ควรนำไปไว้ในพื้นที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก สวนกล้วยไม้ที่เหลือ ให้ลดการให้น้ำลง ลดความชื้นในโรงเพาะให้ได้มากที่สุด

 ส่วนแมลงศัตรูพืช ทั้งบุ้ง หนอน เพลี้ย และแมลง การดูแลสามารถทำได้ด้วยการฉีดพ่นสารเคมี หรือการต้มสมุนไพร เช่น ผักขี้เหล็ก ใบสะเดา ผสมปูนขาวเล็กน้อยฉีดพ่น ก็สามารถไล่แมลงเหล่านั้นให้ไปจากกล้วยไม้ของคุณได้

ทั้งนี้กล้วยไม้เป็นพืชที่เมื่อติดโรคแล้วจะลุกลามได้ง่าย จึงควรหมั่นดูแลตรวจตราว่ามีกล้วยไม้ต้นใด เป็นโรคหรือถูกแมลงศัตรูพืชรบกวนหรือไม่ เพื่อให้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที

กล้วยไม้ป่าเพียงเลี้ยงให้ถูกวิธี เข้าใจธรรมชาติของกล้วยไม้ รู้และเข้าใจว่ากล้วยไม้แต่ละสายพันธุ์ชอบสภาพภูมิอากาศเช่นใด ต้องการความชื้นมากน้อยแค่ไหน ศึกษาความเป็นธรรมชาติของแต่ละสายพันธุ์ได้แล้วการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ก็จะเป็นเรื่องง่าย

5 วิธีไล่ตุ๊กแกออกจากบ้าน ฉบับเห็นผลทันตา!

หากให้แต่ละคนพูดถึงสัตว์ที่กลัว เชื่อได้เลยว่า “ตุ๊กแก” จะเป็นหนึ่งในชื่อสัตว์ยอดนิยมที่ถูกโหวตอย่างแน่นอน อาจเป็นเพราะรูปร่าง หน้าตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตร ตาโปน ๆ เท้าเหนียว ๆ ลายจุดที่เต็มตัว มีหางที่สามารถงอกใหม่ได้ และมาพร้อมฟังก์ชันเสียงที่สั่นประสาทได้เป็นอย่างดีของมันนั่นเอง

เพราะเหตุนี้หลาย ๆ คนถึงไม่ยินยอมพร้อมใจให้เจ้าตัวนี้เข้ามาอยู่อาศัยร่วมชายคาบ้าน แต่การจะไล่มันไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย กลัวก็กลัว จะให้จับโยนออกไปคงไม่ทางทำแน่ วันนี้เราเลยมีเวิธีไล่มันออกจากบ้านแบบเด็ด ๆ มาฝากกัน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามมาดูได้เลย

1. หัวหอม กระเทียม พริกไทย

วัตถุดิบในครัวอย่างหัวหอม กระเทียม พริกไทยนี่แหละช่วยคุณได้ เพราะกลิ่นฉุน ๆ เหล่านี้เป็นที่ไม่พึงประสงค์ของพวกมันเป็นอย่างมาก เพียงแค่นำหัวหอม กระเทียมมาหั่นแล้วไปวางไว้ในมุมที่พวกมันชอบอยู่หรือนำสเปรย์พริกไทยไปฉีด เพียงเท่านี้พวกมันก็อยู่ในบ้านไม่ได้แล้ว

2. น้ำมันพืชผสมน้ำมันเครื่อง

ความลื่นของน้ำมันพืชและกลิ่นฉุนของน้ำมันเครื่องเป็นเครื่องมือชั้นดีในการไล่เจ้านินจาข้างฝาที่ชอบเกาะอยู่ได้ เพียงคุณนำน้ำมันพืชและน้ำมันเครื่องมาผสมกัน แล้วทาลงไปในทางที่มันชอบไต่ผ่านไปมาก็จะทำให้มันไม่สามารถเกาะผนังได้ อีกทั้งกลิ่นฉุนจากน้ำมันเครื่องยังทำให้มันไม่กล้าเข้ามาใกล้ที่เดิมอีก

3. ลูกเหม็น

ลูกเหม็นนอกจากจะช่วยดับกลิ่นอับชื้น ไล่หนู แมลงสาบ มด ปลวกได้แล้ว ยังสามารถไล่ตุ๊กแกได้อีกด้วย เพียงแค่คุณเอาลูกเหม็นไปวางไว้ในที่ประจำที่พวกมัน เพียงเท่านี้พวกมันก็จะไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกต่อไป เรียกได้ว่าเป็นของดี สารพัดประโยชน์กันเลยทีเดียว แต่เวลาก็ต้องระวังหน่อยนะ เพราะเป็นสารเคมีที่ค่อนข้างส่งผลอันตรายต่อสุขภาพพอสมควร ดังนั้นอย่าใช้บ่อยเกินความจำเป็น

4. เปลือกไข่

อีกหนึ่งของหาง่ายที่หาได้จากครัวที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ นั่นก็คือ เปลือกไข่นั่นเอง การที่เรานำเปลือกไข่แบ่งครึ่งมาวางไว้ จะทำให้พวกมันเข้าใจว่าเปลือกไข่เป็นนักล่าและไม่กล้าที่เข้ามาบริเวณนั้น ดังนั้นเอาเปลือกไข่ไปวางไว้ให้ทั่วตามจุดที่พวกมันอาศัยอยู่ เพียงเท่านี้พวกมันก็ไม่กล้ามากวนใจแล้ว

5. กาวดักหนู

หากไล่ดีดีแบบละมุนละม่อมแล้วมันยังไม่ยอมไป ก็ต้องงัดท่าไม้ตายขึ้นมาใช้แล้วล่ะ ลองนำกาวดักหนูไปวางไว้ในที่ที่พวกมันชอบอยู่ และควรจะมีเหยื่อล่อวางไว้หลอกล่อพวกมันให้เข้ามาติดกับด้วยจะดีที่สุด เมื่อมันเผลอเข้ามาติดกับดักแล้ว ค่อยเอามันไปปล่อยทิ้งให้ไกลบ้าน รับรองว่ามันหาทางกลับมาไม่ได้แน่นอน

เป็นยังไงกันบ้างกับทั้ง 5 วิธีที่เรานำมาฝาก บ้านไหนมีตุ๊กแกมาอาศัยอยู่ด้วยโดยที่เจ้าของไม่เต็มใจ ก็ลองนำวิธีของเราไปใช้ดู เชื่อเถอะว่าเห็นผลทันตาเตรียมโบกมือลาพวกมันได้เลย จะเลือกใช้วิธีไหนก็ตามความเหมาะสมของแต่ละบ้านหรือถ้าใครไม่สะดวกใจที่จะไล่พวกมันเอง ก็สามารถเรียกกู้ภัยหรือบริษัทกำจัดเข้ามาจัดการให้ก็ได้นะ

แมลงสาบ สัตว์ดึกดำบรรพ์กับคุณประโยชน์ที่รู้แล้วต้องทึ่ง

ถ้าหากพูดถึงสัตว์โลกดึกดำบรรพ์คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงไดโนเสาร์ บ้างก็นึกถึงช้างแมมมอธ ซึ่งสัตว์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สูญพันธุ์กันไปเป็นระยะเวลานาน แต่ถ้าหากพูดถึงสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังมีชีวิตอาศัยอยู่ในปัจจุบันต้องยกให้ “แมลงสาบ” เนื่องจากมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมอยู่โดยตลอด จึงมีการดำรงเผ่าพันธุ์มาจวบจนปัจจุบัน

ต้นกำเนิดของแมลงสาบ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังมีชีวิตอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าสัตว์ที่ผู้คนส่วนมากต่างรู้สึกขยะแขยงและรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์นั้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานเทียบเท่ากับไดโนเสาร์เลย โดยสัตว์ชนิดนี้ถูกจัดว่าเป็นแมลงโบราณ มีชีวิตก่อนที่มนุษย์อย่างเราจะกำเนิดขึ้น ซึ่งมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์หรือที่เรียกว่าฟอสซิลของแมลงชนิดนี้ว่า

มีจุดกำเนิดในช่วงยุคสมัยคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ยุคที่เฟิร์นมีเมล็ดเกิดการแพร่หลายเป็นจำนวนมาก หรือราว ๆ 320 ล้านปีก่อน โดยแมลงโบราณชนิดนี้ในสมัยนั้นมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยมีขนาดลำตัวที่ยาวถึง 6 นิ้ว

ซึ่งวารสาร Gondwana Research เผยว่า ค้นพบซากดึกดำบรรพ์สายพันธุ์ใหม่ของแมลงชนิดนี้ที่หุบเขาหุกวง (The Hukaung Valley) รัฐกะฉิ่น (Kachin State) ประเทศเมียนมาร์ (Myanmar) เป็นจำนวน 2สายพันธุ์ ได้แก่ Crenocticola svadba และ Mulleriblattina bowangi

ซึ่งทั้งคู่เป็นสายพันธุ์โบราณที่อาศัยอยู่ในยุคสมัยครีเทเชียส (Cretaceous) ซึ่งอยู่ถัดจากยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ของไดโนเสาร์อย่างยุคสมัยจูแรสซิก (Jurassic) มีอายุราว 99 ล้านปีก่อน

ประโยชน์ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดนี้ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

นักนิเวศวิทยาเผยว่า สัตว์ที่หลาย ๆ คนเมินหน้าหนีชนิดนี้เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในระบบนิเวศเป็นอย่างมาก เพราะทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรีย์ กล่าวคือเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ที่ตายไปแล้วให้กลายเป็นสารอนินทรีย์

แต่เนื่องด้วยความเชื่อ และถิ่นที่อยู่อาศัยของมันจึงทำให้แมลงชนิดนี้ถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่สกปรก ส่งผลให้ถูกกำจัดไปเป็นจำนวนมาก จนไม่อาจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามระบบนิเวศได้

นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยอื่นที่ออกมายืนยันว่าสัตว์ชนิดนี้มีประโยชน์กว่าที่คาด เช่น การค้นพบนมแมลงชนิดนี้ที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารที่มีประโยชน์ แต่จะต้องสกัดจากสายพันธุ์ Pacific Beetle ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในรัฐฮาวาย (Hawaii) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United States) เท่านั้น

นอกจากนี้ในประเทศมหาอำนาจอย่างประเทศจีน (China) ยังยกย่องให้สัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีประโยชน์ในทางการแพทย์จนมาการสร้างฟาร์มขึ้นมาโดยเฉพาะในเมืองเฉิงตู (Chengdu) มณฑลเสฉวน (Sichuan) เป็นต้น

ถึงแม้ว่าเราจะทราบว่า สัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังมีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันจะมีประโยชน์มากมาย แต่ในแหล่งอาศัยที่เราพบเจอสัตว์ชนิดนี้เป็นแหล่งที่สกปรก และกระทรวงสาธารณสุขยังประกาศออกมาว่า

แมลงสาบเป็นสัตว์พาหะนำโรค เช่น อหิวาตกโรค โรคบิด วัณโรค โรคโปลิโอ เป็นต้น ต่อให้มีประโยชน์มากขนาดไหน ก็ยังขอไม่เสี่ยงที่จะเพาะพันธุ์เป็นฟาร์ม หรือนำมาสกัดเป็นนมเอาไว้ดื่มอย่างแน่นอน

ต้นวาสนาดอกหอมชื่นใจ ใบรักษาโรค พร้อมวิธีดูแลให้ออกดอก

ต้นวาสนาไม้ประดับชื่อมงคล ดอกมีกลิ่นหอม เหมาะกับการนำมาปลูกเป็นไม้ประดับเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน ต้นวาสนาเลี้ยงง่ายใบสวย คนไทยมีความเชื่อว่าหากบ้านใดที่สามารถปลูกต้นวาสนาจนออกดอกหอมฟุ้งได้

บ้านนี้จะมีโชค มีวาสนา ใคร ๆ ก็วาดหวังว่าจะปลูกไม้พุ่มชนิดนี้ให้ออกดอกเผื่อจะมีโชค มีวาสนาอย่างที่เขาว่า แม้จะดูแลง่ายแต่ใช่ว่าจะปลูกยังไงก็ออกดอก เรื่องแบบนี้มันมีเคล็ดลับ

วิธีการปลูก

        1.วิธีปลูกในกระถางดินเผา การปลูกในลักษณะนี้ถือว่ามีวิธีเพียงเตรียมกระถางขนาดประมาณ 20 นิ้ว นำดินที่มีส่วนผสมของปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก โดยใช้อัตราส่วน 1 ต่อ 1 มาใช้ในการปลูก หากต้นวาสนามีรากแน่นเกินไปให้ย้ายกระถางปลูก

        2.วิธีการนำไปปลูกในดิน ขุดหลุมให้มีขนาดกว้างประมาณ 1 ฟุต และใช้ดินผสมปุ๋ยคอกมาใช้ในการปลูก โดยอัตราส่วนที่ใช้ประมาณ 1 ต่อ 1

        3.วิธีขยายพันธุ์ ไม้พันธุ์นี้ขยายพันธุ์ง่ายเพียงตัดลำต้นเป็นท่อน ๆ เกือบ 1 ฟุต จากนั้นนำไปแช่ลงอ่างที่มีมีน้ำขังจนแตกหน่อ ค่อยย้ายไปปลูกลงดินหรือกระถางตามความเหมาะสม

วิธีการดูแลให้ออกดอก

ต้นวาสนา เป็นไม้ประดับที่มีความทนทานสามารถปลูกได้ในทุกสภาพอากาศ โดยบริเวณที่จะนำไม้ชนิดนี้ไปปลูก ต้องมีแสงแดดส่องถึงแบบรำไร หากแดดแรงก็อาจจะทำให้ปลายใบมีสีคล้ำไม่สวยและตายในที่สุด ด้วยเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบดินชุ่มแต่ไม่ชอบดินแฉะ ควรรดประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

บริเวณที่เลือกปลูก ไม่ว่าจะอยู่ในกระถางหรือหลุมปลูก ควรเป็นดินที่ระรายน้ำได้ดี หากมีน้ำขังอาจจะทำให้รากเน่าและเกิดเชื้อราได้ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักจะช่วยเร่งรากและช่วยบำรุงลำต้นให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ใส่ประมาณเดือนละครั้งก็เพียงพอแล้ว

วาสนาจะออกดอกให้ชื่นชมในฤดูหนาว ยิ่งอากาศหนาวยิ่งแตกดอกสวย ฉะนั้นผู้ที่อยู่เมืองกรุงแล้วไม่ค่อยได้เห็นดอกวาสนาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอากาศค่อนข้างร้อน

ต้นวาสนามีสรรพคุณทางยา

ทุกคนทราบเพียงว่าต้นวาสนาดอกมีกลิ่นหอม ชื่อเป็นมงคล แต่ใบสวย ๆ นั้นยังเป็นสมุนไพรรักษาอาการปวดท้อง ส่วนรากนั้นใช้บรรเทาอาการปวดของหญิงที่กำลังจะคลอดลูก

นอกจากปลูกเพื่อความเป็นสิริมงคล ดอกหอมชื่นใจ และใบสวยน่ามองแล้ว ต้นวาสนายังเป็นเครื่องดูดซับสารพิษปนเปื้อนในอากาศจากธรรมชาติ ไม้ฟอกอากาศที่จะคอยดูดซับกลิ่นของสารเคมีประเภทฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซิน ที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ชื่อก็เพราะคุณประโยชน์เพียบแบบนี้ต้องหาพื้นที่ปลูกไว้ที่บ้านโดยด่วน

สิ่งที่ควรรู้เมื่อต้องปลูกต้นไม้จิ๋วภายในบ้าน

การปลูกต้นไม้ภายในบ้านถือว่าเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยังเป็นการทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นและมีความสดชื่นมากขึ้น แต่เนื่องจากบางคนบริเวณรอบ ๆ บ้านอาจจะมีพื้นที่น้อยจึงทำให้ไม่สามารถปลูกต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้

ซึ่งทำให้ต้นไม้จิ๋วเข้ามาตอบโจทย์สำหรับสายเขียวที่ชื่นชอบและรักการปลูกต้นไม้เป็นพิเศษ ซึ่งไม้จิ๋วในปัจจุบันจะมีให้เราได้เลือกซื้อตั้งมากมายหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็น บอนไซ กุหลาบหิน และเกล็ดปลาหมอแคระ โดยต้นไม้แต่ล่ะต้นก็มีวิธีการดูแลรักษาในแบบที่แตกต่างกันออกไป

วัสดุและอุปกรณ์การปลูกต้นไม้แบบจิ๋ว

        1. กระถางที่ใช้ปลูก ซึ่งกระถางที่ใช้ปลูกโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกระถางพลาสติกขนาดประมาณ 8×8 เซนติเมตร ซึ่งกระถางประเภทนี้จะมีรูระบายน้ำอยู่ตรงก้นกระถาง จึงทำให้เมื่อรดน้ำลงไปแล้วจะไม่เกิดน้ำขังในบริเวณก้นกระถาง

        2. ดินที่ใช้ปลูก โดยส่วนใหญ่คนนิยมใช้ดินร่วนในการปลูก เพราะจะอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุหลายชนิดที่จะทำให้ต้นไม้ของเราสามารถเจริญเติบโตได้ดี

        3. เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูก ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรมี โดยเราจะต้องมีการเตรียมเมล็ดพันธุ์ของต้นไม้ที่จะปลูกไว้สักประมาณ 3-6 เมล็ด

        4. อุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลั่วขนาดเล็ก หรือแหนบที่เอาไว้สำหรับการคีบเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปจิ้มบริเวณถาดเพาะชำ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยทำให้เราสามารถปลูกไม้จิ๋วได้ง่ายมากขึ้น

หลักการดูแล

        1. การรดน้ำ สำหรับต้นไม้จิ๋วถือว่าเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก ซึ่งถ้าเรารดน้ำมากจนเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าและตายได้ ดังนั้นวิธีรดน้ำควรรดในแบบที่ไม่ให้รากแฉะจนเกินไป

        2. แสงแดดและอุณหภูมิของห้อง ไม้จิ๋วแต่ล่ะประเภทก็จะมีความต้องการแสงแดดในแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งไม้จิ๋วที่เรานำมาปลูกในบ้านหรือปลูกหน้าคอมพิวเตอร์เราควรมีการนำไปวางในจุดที่มีแสงแดดรำไรเพื่อเป็นการให้ต้นไม้ได้รับแสงเพื่อใช้ในการเจริญต่อไป

        3. ปุ๋ย ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อไม้จิ๋วเลยก็ว่าได้ โดยเราจะต้องมีการใส่ปุ๋ยออสโมโค้ดประมาณ 3-6 เดือนและควรใส่ประมาณ 3-4 เมล็ดเป็นอย่างต่ำเพราะไม้จิ๋วมีขนาดเล็กถ้าใส่มากจนเกินไปอาจจะทำให้เร่งให้ต้นไม้ตายเร็วขึ้น

ต้นไม้จิ๋วถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีขนาดเล็กกว่าต้นไม้ทั่วไป อีกทั้งยังมีวิธีการในการดูแลแบบพิถีพิถัน ซึ่งถ้าเรานำมาปลูกควรมีการรดน้ำและใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ โดยถ้าเรามีการใส่ใจในการดูแลอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้ต้นไม้ของเราเจริญงอกงามและมีอายุที่ยืนนานอีกด้วย

รวมเด็ดต้นไม้ทำรั้วที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับบ้าน

สำหรับการแต่งบ้านด้วยต้นไม้ทำรั้วถือว่าเป็นไอเดียการแต่งบ้านแบบใหม่ที่จะเน้นบรรยากาศภายในบ้านให้มีความร่มรื่นและดูสวยงามมากขึ้น แถมการมีรั้วไม้ยังสามารถช่วยบดบังแสงแดดหรือบังลมได้ แล้วยังช่วยบดบังสายตาของผู้ที่ผ่านไปมาบริเวณรอบบ้านของเราจึงทำให้บรรยากาศดูมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ซึ่งถ้าเรามีการทำรั้วไม้แล้วก็ควรมีการใส่ใจถึงการดูแลต้นไม้ให้มีความสมบูรณ์และมีความแข็งแรงด้วยการรดน้ำใส่ปุ๋ยและตัดแต่งกิ่งเพิ่มเติมให้มีความสวยงาม โดยปัจจุบันต้นไม้ส่วนใหญ่ที่มักจะมาทำรั้วก็มีมากมายและหลากหลายชนิด ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ต้นไผ่ ถือว่าเป็นการตกแต่งรั้วบ้านในสไตล์ของคนรักธรรมชาติเลยก็ว่าได้ ซึ่งลักษณะของต้นไผ่ลำต้นจะเป็นข้อปล้องมีใบเรียวเล็ก จึงทำให้ต้นไผ่สามารถช่วยบังแดดและบังลมได้เป็นอย่างดี แถมลำต้นไผ่เรายังสามารถตัดลำต้นเพื่อนำไปทำสิ่งของใช้ในบ้านได้ อีกทั้งถ้าเราจะนำต้นไม้มาตกแต่งด้วยการทำรั้วบ้านก็ควรมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อไม่ดูสูงจนบดบังตัวบ้านมากเกินไป

2.ต้นโมก  ถือว่าเป็นต้นไม้ทำรั้วที่คนส่วนใหญ่มักนิยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยต้นโมกจะเป็นต้นไม้ที่มีลักษณะกิ่งก้านที่เยอะ ใบมีลักษณะเป็นพุ่มทรงกลม และยังเป็นต้นไม้ที่สามารถทนแดดและทนฝนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเทคนิคในการปลูกเพื่อให้มีความสวยงามเราควรมีการปลูกแบบสลับฟันปลาเพื่อให้ต้นโมกสามารถขยายและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

3.ต้นอโศกอินเดีย  ถือว่าเป็นต้นไม้ที่มีความสูงได้มากถึงประมาณ 25 เมตร มีลักษณะเป็นพุ่มแบบพีระมิด ใบมีลักษณะเรียวยาว ลำต้นมีความแข็งแรงสามารถช่วยบดบังแสงแดดและบดบังลมได้เป็นอย่างดี จึงทำให้เหมาะที่จะเป็นต้นไม้ที่จะมาทำแนวรั้วกั้นบริเวณรอบ ๆ บ้านได้

โดยวิธีการปลูกเราควรปลูกตามแนวกั้นและควรมีการเว้นระยะห่างให้มีความเท่า ๆ กัน ส่วนวิธีการดูแลเราควรรดน้ำแบบวันเว้น และควรมีการตัดแต่งกิ่งใบให้มีความสวยงามอยู่เสมอ

4.ต้นชาดัด ถือว่าเป็นต้นไม้ที่เหมาะที่จะนำมาทำรั้วบ้านมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะลำต้นมีลักษณะอ่อนจึงทำให้สามารถตัดแต่งเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ในแบบที่เราต้องการ แถมยังเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่ายและมีความทนทาน และที่สำคัญยังสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป และมีราคาถูกกว่าต้นไม้ชนิดอื่น ๆ อีกด้วย

ต้นไม้ทำรั้วถือว่าเป็นการตกแต่งบ้านที่จะเน้นให้มีความเป็นธรรมชาติแถมยังทำให้บรรยากาศรอบ ๆบ้านดูร่มรื่นและรู้สึกเย็นสบายมากขึ้น และที่สำคัญเราอย่าลืมดูแลรักษาต้นไม้ด้วยรดน้ำใส่ปุ๋ยและตัดแต่งกิ่งใบอยู่บ่อย ๆ เพื่อที่ต้นไม้ของเราจะได้เติบโตได้อย่างเต็มที่นั่นเอง