4 รูปแบบของการจัดเลี้ยงที่ควรรู้

การจัดงานประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน งานวันเกิด งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ หรืองานอื่นๆ นั้นส่วนมากจะมีการจัดเลี้ยงอาหารให้กับผู้ที่มาร่วมงานได้ด้วย ซึ่งรูปแบบของการจัดเลี้ยงที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยนั้นจะมีอยู่ 4 รูปแบบ โดยทางเจ้าภาพสามารถเลือกรูปแบบการจัดเลี้ยงได้ตามความเหมาะสมของงาน สำหรับบทความนี้จะมาแนะนำถึงรายละเอียดของการจัดเลี้ยงทั้ง 4 รูปแบบ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้

1. การจัดเลี้ยงแบบอาหารชุด (Bangquet)

สำหรับการจัดเลี้ยงแบบอาหารชุดนั้นเป็นการจัดเลี้ยงที่ค่อนข้างจะเป็นทางการ เหมาะสำหรับการเลี้ยงในพิธีการต่างๆ ที่มีแขก VIP เพราะการจัดเลี้ยงในลักษณะนี้จะมีความเป็นทางการสูง นิยมจัดเลี้ยงสำหรับอาหารกลางวัน หรืออาหารเย็น โดยจุดเด่นของการจัดเลี้ยงแบบอาหารชุดคือความเป็นทางการที่มีขั้นตอนต่างๆ อย่างชัดเจน จัดโต๊ะอาหารในรูปแบบสากลนิยม มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดเวลา อาหารที่นิยมใช้สำหรับการจัดเลี้ยงแบบอาหารชุดนั้นไม่มีข้อบังคับตายตัวว่าต้องเป็นอาหารตะวันตก เจ้าภาพอาจจะเลือกอาหารไทยที่มาเสิร์ฟก็ได้

การจัดเลี้ยงแบบอาหารชุดนั้นจะเป็นการเสิร์ฟอาหารแต่ละชนิดอย่างมีขั้นตอน โดยเสิร์ฟทีละจานเป็นรายบุคคล โดยจะมีพนักงานบริการครบเท่ากับจำนวนผู้ที่ร่วมโต๊ะอาหาร โดยอาหารประเภทแรกที่นำมาเสิร์ฟคืออาหารเรียกน้ำย่อย หรืออาหารทานเล่น ได้แก่สลัด หรือซุป เมื่อผู้ร่วมโต๊ะส่วนมากทานอาหารประเภทแรกเสร็จก็จะเสิร์ฟอาหารประเภทที่ 2 คืออาหารจานหลักซึ่งเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ เพื่อสร้างความอิ่มให้กับผู้ร่วมโต๊ะอาหาร อาหารประเภทต่อไปคือของหวาน หรือผลไม้ และจะจบชุดอาหารด้วยการเสิร์ฟเครื่องดื่มจำพวกชา หรือกาแฟ โดยอาหารแต่ละประเภทนั้นจะนิยมเสิร์ฟ 2 จาน เป็นอาหาร 2 ชนิด ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นเจ้าภาพสามารถเลือกได้ว่าจะบริการก่อนมื้ออาหาร / ระหว่างมื้ออาหาร หรือหลังจบมื้ออาหารก็ได้

การจัดเลี้ยงแบบอาหารชุดนั้นแม้ไม่ได้มีการจำกัดจำนวนผู้ร่วมโต๊ะ แต่ส่วนมากจะมีผู้ร่วมโต๊ะจำนวนไม่มากจนเกินไป โดยสามารถจัดโต๊ะได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดแบบโต๊ะกลม โต๊ะสี่เหลี่ยม หรือถ้ามีผู้ร่วมโต๊ะเป็นจำนวนมากอาจจะจัดเป็นโต๊ะรูปตัว T หรือโต๊ะรูปตัว L ได้ตามความเหมาะสม และต้องมีพื้นที่ว่างด้านหลังพอสมควร เนื่องจากพนักงานต้องเดินให้บริการตลอดเวลานั่นเอง

ค๊อกเทล (Cocktail)

การจัดเลี้ยงแบบค็อกเทลนั้นเป็นอีกหนึ่งในรูปแบบการจัดเลี้ยงที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวก ใช้ต้นทุนไม่สูง รองรับผู้มาร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก มีความเป็นกันเองสูง เนื่องจากผู้ที่มาร่วมงานนั้นจะมีการเดินไปมาเพื่อตักอาหาร หรือทักทายกัน ไม่มีการวางอุปกรณ์ทานอาหารไว้ให้บนโต๊ะ จะมีการมานั่งที่โต๊ะในกรณีที่เมื่อย มีการสำรองโต๊ะสำหรับแขกผู้ใหญ่เท่านั้น เจ้าหน้าที่จะมีหน้าที่เพียงแค่บริการเครื่องดื่ม เก็บจานเปล่า และเติมอาหารเท่านั้น

การจัดเลี้ยงแบบค็อกเทลนั้นเป็นการจัดเลี้ยงที่เน้นในเรื่องของเครื่องดื่มเป็นหลัก สำหรับอาหารจะนิยมเลี้ยงเป็นอาหารเบาๆ โดยจัดมาเป็นชิ้นพอดีคำ รวมไปถึงขนมประเภทต่างๆ แต่ในปัจจุบันมีการประยุกต์ด้วยการนำอาหารหนักบางประเภทที่สามารถจัดเป็นชิ้นพอดีคำเข้ามาให้ด้วย ทำให้ผู้ที่มาร่วมงานมีความรู้สึกอิ่มท้องมากยิ่งขึ้น โดยการจัดเลี้ยงในรูปแบบนี้นิยมจะจัดในช่วงกลางวัน เป็นการจัดเลี้ยงที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าต้องการจัดเลี้ยงในช่วงเย็นก็สามารถทำได้ โดยเพิ่มเวลาในการจัดเลี้ยงให้นานยิ่งขึ้น

สำหรับการจัดสถานที่ของการจัดเลี้ยงแบบค็อกเทลนั้นจะเน้นไปที่ความสวยงามของสถานที่ จะมีการตกแต่งให้ดึงดูดความสนใจของผู้ที่มาร่วมงาน โต๊ะวางอาหารจะใช้เป็นโต๊ะที่ไม่ใหญ่มาก เน้นในเรื่องความโล่งของพื้นที่ให้มากที่สุด เนื่องจากเป็นงานประเภทที่ต้องการให้ผู้มาร่วมงานได้เกินพูดคุยกันมากกว่านั่งประจำโต๊ะ อาจจะมีการจัดวางโต๊ะ หรือเก้าอี้ไว้ตามมุมต่างๆ ของงานเพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานได้นั่งพักบ้างถ้าเกิดการเมื่อย

3. การจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ (Buffet)

การรับจัดบุฟเฟต์นั้นเป็นรูปแบบการจัดเลี้ยงที่แทบทุกคนมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี เนื่องจากการจัดเลี้ยงในรูปแบบนี้เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการจัดเลี้ยงที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เนื่องจากสามารถใช้จัดเลี้ยงได้หลากหลายโอกาส มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง สามารถรองรับผู้มาร่วมงานได้เป็นจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่เยอะ ผู้ที่มาร่วมงานก็สามารถที่จะทานอาหารได้สะดวก ไม่ต้องกังวลในเรื่องขั้นตอนของการทานอาหารเหมือนการจัดเลี้ยงแบบอาหารชุด รวมไปถึงทานอาหารได้มากตามที่ต้องการ ไม่ต้องกลัวทานอาหารไม่อิ่มเหมือนการจัดเลี้ยงแบบค็อกเทล ไม่มีประเภทของอาหารที่ตายตัว อีกทั้งยังสามารถประยุกต์กับงานได้หลากหลายรูปแบบตามแต่ความต้องการของเจ้าภาพ

จุดเด่นของการจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์นั้นคืออาหารที่มีหลากหลายประเภท ผู้ที่มาร่วมงานสามารถเลือกทานได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ซึ่งเจ้าภาพจำเป็นที่จะต้องรู้จำนวน หรือประมาณจำนวนของแขกที่มาร่วมงาน เนื่องจากจะได้จัดอาหารประเภทต่างๆ ให้เพียงพอกับผู้ที่มาร่วมงาน โดยภายในงานผู้ที่มาร่วมงานจะต้องบริการตนเองในเรื่องของการตักอาหาร พนักงานมีหน้าที่เพียงแค่บริการเครื่องดื่ม เติมอาหาร และเก็บภาชนะที่ใช้แล้วให้เรียบร้อย ด้วยสาเหตุเหล่านี้ทำให้การจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ได้รับความนิยมนั่นเอง

ส่วนรูปแบบการจัดสถานที่ของการจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์นั้นจะจัดโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารไว้ตรงกลาง และมีโต๊ะสำหรับวางอาหารอยู่ด้านนอก ไม่ควรนำโต๊ะวางอาหารมาวางไว้ตรงกลางเพราะอาจจะดูวุ่นวายเมื่อมีผู้ลุกมาตักอาหารพร้อมกัน ถ้ามีผู้มาร่วมงานจำนวนมากควรกระจายจุดวางอาหาร และเครื่องดื่มให้มีมากกว่า 1 จุดเพื่อลดความแออัด อีกทั้งการจัดโต๊ะควรมีช่องว่างระหว่างโต๊ะเพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานสามารถเดินไปมาได้อย่างสะดวก

4. การจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีน (Chinese Style)

การจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีนนั้นเป็นรูปแบบการจัดเลี้ยงที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มต้นมาจากการจัดเลี้ยงในกลุ่มคนคนมีเงิน แต่ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการจัดเลี้ยงในรูปแบบนี้มากขึ้น ทำให้การจัดเลี้ยงโต๊ะจีนนั้นแพร่หลายไปในวงกว้าง และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอาหารที่หลากหลายให้เลือกทาน เพราะว่าการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีนนั้นจะมีอาหาร 8 – 10 ชนิดต่อการเสิร์ฟ 1 โต๊ะ โดยใน 1 โต๊ะจะมีผู้ร่วมทานอาหารประมาณ 8 – 10 คนแล้วแต่การจัดจำนวนคนต่อโต๊ะของเจ้าภาพนั่นเอง

การที่การจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีนได้รับความนิยมนั้นไม่ใช่เพราะอาหารที่มีหลากหลายเพียงอย่างเดียว แต่อาหารโต๊ะจีนนั้นยังเป็นอาหารที่มีความหมายเป็นมงคลตามความเชื่อในวัฒนธรรมจีน อีกทั้งการเสิร์ฟอาหารยังมีแบบแผนตายตัวสำหรับการเสิร์ฟอาหารแต่ละประเภท โดยจะเริ่มต้นที่อาหารรองท้อง / อาหารประเภทซุปข้น / อาหารประเภทข้าวและเนื้อสัตว์ / อาหารประเภทซุปใส / อาหารประเภทอิ่ม และปิดท้ายด้วยของหวาน หรือผลไม้เป็นประเภทสุดท้าย

สำหรับการจัดเตรียมสถานที่นั้นการจัดเลี้ยงแบบโต๊ะจีนนั้นจะใช้โต๊ะทรงกลม มีเก้าอี้จำนวน 8 -10 ที่นั่งต่อ 1 โต๊ะ ส่วนขนาดของพื้นที่ และจำนวนโต๊ะนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณผู้ที่จะมาร่วมงาน โดยบนโต๊ะอาหารจะมีอุปกรณ์ในการทานอาหารจัดวางไว้ให้เรียบร้อย และต้องมีช่องว่างระหว่างโต๊ะเพื่อที่จะให้พนักงานเข้ามาเสิร์ฟอาหารได้อย่างสะดวก

สำหรับรูปแบบการจัดเลี้ยงทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ อาหารชุด / ค็อกเทล / บุฟเฟต์ และโต๊ะจีน ซึ่งทั้ง 4 รูปนี้ล้วนได้รับความนิยมในประเทศไทย ทำให้ผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงสามารถเข้าใจในรายละเอียด รวมไปถึงความแตกต่างของการจัดเลี้ยงประเภทต่างๆ ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูล หรือนำไปประยุกต์ใช้กับรูปแบบงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3 สิ่งที่ต้องระวังเมื่อต้องจัดบ่อปลาหน้าบ้าน

การจัดสวนบริเวณหน้าบ้านเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านนิยมทำกัน เนื่องจากเป็นการตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ด้วยการปรับปรุงทัศนียภาพบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมาชิกภายในบ้านจำเป็นจะต้องผ่านก่อนที่จะเข้าบ้าน ซึ่งภายในสวนหน้าบ้านนอกจากจะมีต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่นแล้ว บ่อน้ำหรือน้ำพุเองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมีส่วนช่วยในการเพิ่มความร่มเย็น แต่ก่อนที่จะตกแต่งหน้าบ้านให้สวยสดงดงาม เจ้าของบ้านควรที่จะต้องระวังสิ่งต่อไปนี้เกี่ยวกับการจัดบ่อปลาหน้าบ้าน

1. ตำแหน่งที่ควรเลี่ยง

ตามหลักธาตุ 5 ธาตุ และหลักยันต์ 8 เหลี่ยม หรือผู้ที่ศึกษาในศาสตร์ของฮวงจุ้ยจะนิยมเรียกกันว่า “หลักปากัว” ทิศทางต้องห้ามในการวางบ่อปลาหน้าบ้านคือ ทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศหลักของธาตุไฟที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของชื่อเสียง เกียรติยศ

ถ้าหากนำบ่อปลาที่เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำไปไว้ในทิศของธาตุไฟ จะส่งผลให้น้ำเกิดการดับไฟ สมาชิกภายในบ้านจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ประสบผลสำเร็จ ไร้ความเจริญก้าวหน้า ถ้าหากต้องการจัดบ่อน้ำในตำแหน่งที่ดี ควรจัดไว้ทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศหลักของธาตุน้ำ ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันออกเฉียงใต้

2. จำนวนปลาที่ควรเลี้ยง

ถ้ามีบ่อปลาแต่ไร้ปลาก็เปรียบเสมือนกับมีกระเป๋าเงินแต่ไม่มีเงิน เนื่องจากการเลี้ยงปลาตามศาสตร์ของฮวงจุ้ยนั้นจะช่วยในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ เป็นสัญลักษณ์ในด้านการเงินที่สื่อถึงความร่ำรวยจากความพยายาม ความก้าวหน้า โดยจำนวนปลาที่ควรเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำจะอยู่ที่ 9 ตัว แบ่งเป็นปลาสีสันสว่างสดใสจำนวน 8 ตัว เนื่องจากเลข 8 เป็นเลขของความร่ำรวย และปลาสีสันสดใสเป็นสิ่งที่สื่อถึงความก้าวหน้า พลัง และโชคลาภ และปลาสีดำจำนวน 1 ตัว เพื่อเป็นตัวแทนที่คอยรับสิ่งอัปมงคลที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกภายในบ้าน

3. การเลือกก้อนหินประดับบ่อ

ก้อนหินเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่พบเห็นได้บ่อยครั้งเมื่อมีการจัดบ่อน้ำ ซึ่งการจะใช้ก้อนหินในการจัดตกแต่งบ่อปลาควรใช้ก้อนหินที่มีขนาดเล็ก รูปทรงมีลักษณะกลมมน ไม่ควรใช้หินที่มีขนาดใหญ่ มีรูพรุน มีมุมแหลม และมีเหลี่ยมคม เนื่องจากจะส่งผลร้ายต่อสมาชิกภายในบ้านได้ อีกทั้งตามหลักของฮวงจุ้ยแล้ว ก้อนหินเป็นตัวแทนของอุปสรรค และเป็นส่วนหนึ่งของธาตุหยิน ดังนั้นไม่ควรจะมีก้อนหินมากจนเกินไป เพราะจะเกิดความไม่สมดุลของธาตุหยินและธาตุหยางได้

การจัดบ่อปลาหน้าบ้านนั้นควรคำนึงถึงองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างควบคู่กับความสวยงาม ถ้าหากจัดวางในตำแหน่งที่ดี ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ก็จะช่วยในการเสริมสิ่งที่ดีให้กับสมาชิกภายในบ้าน แต่ถ้าหากขัดกับหลักฮวงจุ้ยก็จะส่งผลร้ายตามมาในภายหลังให้กับผู้อยู่อาศัยได้

3 ต้นไม้แขวนประหยัดพื้นที่ แต่งห้องพักได้ หาซื้อง่ายอีกด้วย

กระแสรักธรรมชาติจัดสวนภายในพื้นที่บ้านเป็นกระแสที่มาแรงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาของต้นไม้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกระแสที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงได้อย่างง่าย แต่สำหรับเด็กหอ หรือผู้คนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีจำกัด การปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่คงจะไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีอยู่สักเท่าไหร่ ดังนั้นต้นไม้แขวนจึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุด และยังสามารถหาซื้อได้ทั่วไปด้วยโดยเฉพาะ 3 ชนิดต่อไปนี้

1. พลูด่าง

ไม้เลื้อยสีเขียวแกมเหลืองที่มีรูปใบคล้ายกับหัวใจ  มีลักษณะกลมปล้อม โคนใบมีความมนโค้ง ปลายใบแหลม เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ผู้คนส่วนมากนิยมนำมาทำเป็นต้นไม้แขวนเพื่อจัดสวนริมระเบียง หรือภายในตึก อาคาร บ้านเรือน โดยส่วนมากจะนิยมใส่กระถางหรือแจกันที่มีน้ำ

เนื่องจากดูแลง่ายกว่าการปลูกในดิน เพียงแค่หมั่นเปลี่ยนน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้พลูด่างยังเป็นต้นไม้ที่มีความสามารถในการฟอกอากาศบริเวณนั้นให้มีความบริสุทธิ์ สังเกตได้จากผู้คนที่นิยมนำต้นไม้ชนิดนี้ไปปลูกไว้ในห้องน้ำ เพื่อดูดซับอากาศและกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

2. หัวใจล้านดวง

หัวใจล้านดวงหรือที่รู้จักกันในชื่อของเดฟหัวใจ ไม้เลื้อยจากประเทศฟิลิปปินส์ 1 ในประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเด่นอยู่ที่ใบสีเขียวสด มีลักษณะเป็นรูปหัวใจ  เรียงซ้อนสลับกันในลักษณะตรงข้ามกัน ทนทานต่อสภาพอากาศประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องตัดแต่งกิ่งบ่อยมากนัก เนื่องจากเป็นไม้เลื้อยที่มีการเจริญเติบโตช้า

หากต้องการตกแต่งให้สวนโดดเด่นขึ้น สามารถนำกาบมะพร้าวที่แช่น้ำมาหุ้มโครงลวดที่ดัดไว้ในรูปร่างต่าง ๆ เช่น หัวใจ ดาว วงกลม เป็นต้น แล้วจึงนำหัวใจล้านดวงมาทาบยึดลงไปในกาบมะพร้าวพร้อมยึดด้วยลวดอีกชั้นหนึ่งเพื่อความแน่นหนา หลังจากนั้นให้นำถุงพลาสติกครอบไว้เป็นระยะเวลา 4 – 5 วัน สุดท้ายนำถุงพลาสติกออกและหมั่นรดน้ำตามปกติ

3. พิทูเนีย

ไม้ล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศอาร์เจนตินา ประเทศบราซิล ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้อื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสดใสในวันที่น่าเบื่อให้กับผู้ปลูกได้ เพราะว่าจุดเด่นของพืชชนิดนี้ที่มีดอกสีสันสดใสเป็นจำนวนมาก มีกลิ่นที่หอมอันเป็นเอกลักษณ์ ผู้คนส่วนมากจึงนิยมปลูกไว้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน อีกทั้งการดูแลที่ไม่ยากมากจนเกินไป เพียงแค่หมั่นรดน้ำเป็นประจำในทุก ๆ วัน นำพิทูเนียออกมารับแดดอย่างสม่ำเสมอ

แต่ข้อที่ควรระวังเป็นพิเศษคือไม่ควรนำพืชชนิดนี้ไปไว้ในที่ที่มีลมแรง เนื่องจากดอกของพิทูเนียค่อนข้างที่จะบอบบาง

การปลูกต้นไม้ทุกชนิดนั้นเป็นสิ่งที่ดีในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ไม้ดอกไม้ประดับ แคคตัส รวมไปถึงต้นไม้แขวนที่มีส่วนช่วยในการประหยัดพื้นที่ อีกทั้งยังเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ให้กับผู้พักพิงอาศัยได้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวามากขึ้นในตอนตื่นนอนอีกด้วย

สับปะรดสีดูแลให้ดีรับรองสวยแน่นอน

สัปปะรดสีนั้นเรียกได้ว่าเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน จนมาถึงในปัจจุบันต้นสับปะรดสีนั้นเรียกได้ว่ามีรูปแบบความสวยงามเพิ่มเติมมาอย่างมากมายตามความทันสมัยของการพัฒนาสายพันธุ์ ที่สำคัญต้นสับปะรดสีเหล่านี้เหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทยที่เป็นประเทศเมืองร้อน ซึ่งวิธีการดูแลต้นสับปะรดสีให้มีเจริญเติบโต มีความสวยงาม นั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ทำตามคำแนะนำในบทความนี้ 

ลักษณะทั่วไปของสับปะรดสี 

สับปะรดสีนั้นเป็นไม้ประดับซึ่งใบมีลักษณะเป็นกลีบแข็งแผ่ออกมาทางด้านข้าง สีสันของใบ และรูปทรงของต้นมีความสวยงามแตกต่างกันไปตามแต่สายพันธุ์ สามารถใช้จัดสวนได้หลากหลายรูปแบบ สามารถปลุกได้ทั้งบนดิน ปลูกในกระถาง หรือแม้กระทั่งปลูกกับคาคบไม้ และซอกหิน ปลูกง่าย มีความทนทานต่อสภาพอากาศของเมืองไทย มาดูกันว่าการปลูก และการดูแลสับปะรดสีนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง 

เตรียมพื้นที่ให้เหมาะสม 

การเตรียมพื้นที่สำหรับการปลูกสับปะรดสีนั้นต้องเป็นพื้นที่ซึ่งมีความชื้นพอสมควร แต่ไม่ถึงกับมีน้ำขัง หรือแฉะ พื้นควรเป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งสับปะรดสีนั้นสามารถปลูกได้ทั้งลงดิน และปลุกในกระถาง 

แสงแดด 

สภาพแสงแดดที่เหมาะสมสำหรับสับปะรดสีนั้นต้องมีแสงแดดสม่ำเสมอ แต่ไม่ใช้แดดจัด หรือจะให้เข้าใจง่ายๆ คือบริเวณที่ปลูกไม่ควรโดนแดดตลอดทั้งวัน ถ้าเลือกได้ควรเป็นแดดเช้าครึ่งวันมากกว่าแดดบ่าย แต่ถ้าเป็นในช่วงฤดูร้อนควรมีการพรางแสงบ้าง ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาใบไหม้ 

น้ำ 

การปลูกสับปะรดสีนั้นควรพิถีพิถันในเรื่องการให้น้ำ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่ค่อนข้างไวกับสารเคมีต่างๆ การใช้น้ำประปามารดควรจะปล่อยน้ำขังไว้ประมาณ 2 วันก่อนเพื่อให้คลอรีนระเหยออก ไม่อย่างนั้นคลอรีนจะกัดปลายใบจนทำให้เกิดอาการไหม้ การรดน้ำไม่ควรรดจากด้านบนลงไป ควรรดบริเวณโคน เพราะถ้ารดบริเวณยอดจะทำให้แตกยอดอ่อนได้ช้า และการรดน้ำไม่ควรรดบ่อยจนเกินไป ควรรดประมาณอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งก็พอ 

การใส่ปุ๋ย 

สำหรับการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นสับปะรดสีทุกสายพันธุ์นั้นควรใช้ปุ๋ยสูตรที่ละลายช้าในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรให้มากเกินไป หรือบ่อยเกินไป ระยะเวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ยให้สับปะรดสีคือประมาณ 1 เดือน / ครั้ง เพราะถ้าใส่ปุ๋ยมากเกินไปจะทำให้สับปะรดสีโตเร็วจนเกินไป เสียรูปทรง ช่วงเวลาใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมคือช่วงเย็นเพื่อให้ต้นสับปะรดดูดซึมปุ๋ยได้อย่างเต็มที่ในตอนกลางคืน

จากบทความนี้จะเห็นได้ว่าการดูแลต้นสับปะรดสีสายพันธุ์ต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย เพียงแค่ทำตามคำแนะนำในบทความนี้ รับรองว่าต้นสับปะรดสีของคุณจะแข็งแรง สวยงาม อย่างแน่นอน  

ไทรใบสักใครว่าดูแลยาก ทำตามนี้ต้นสวยแน่นอน

เป็นสิ่งที่มีการถกเถียงในวงการไม้ประดับว่าไทรใบสักนั้นที่แท้จริงนั้นเป็นไม้ประดับที่เลี้ยงง่าย หรือเลี้ยงยากกันแน่ เพราะว่าบางคนที่นำไปปลูกก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต้นไม่สวยเท่าที่ต้องการ ใบไม่สวย หรือบางครั้งก็ตาย แต่บางคนกลับปลูกได้เป็นอย่างดี ต้นสวย ใบสวย ในบทความนี้จะมาแนะนำวิธีการเลี้ยงต้นไทรใบสักให้สวยงามตรงตามความต้องการ 

เลือกที่มาของต้นพันธุ์ให้ถูกต้อง 

การเริ่มต้นปลูกไทรใบสักให้สวยงามนั้นเริ่มต้นจากการเลือกซื้อไทรใบสักที่มีการเพาะพันธุ์ด้วยเมล็ด ซึ่งการเลือกก็ไม่ได้ยากเพียงแค่สอบถามร้านที่ขายว่าไทรใบสักต้นที่เราต้องการนั้นขยายพันธุ์ด้วยวิธีการอะไร เพราะไทรใบสักนั้นขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือการเพาะเมล็ด และการปักชำ ไทรใบสักที่เกิดจากการเพาะเมล็ดจะมีความแข็งแรงมากกว่าการปักชำ แต่ก็จะมีราคาที่สูงกว่าเช่นกัน 

ต้องมีแสงที่เหมาะสม 

สำหรับต้นไทรใบสักนั้นหลายๆ คน หรือหลายๆ ร้านให้คำแนะนำว่าสามารถปลูกในห้องที่มีแสงรำไรได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นไทรใบสักถ้าปลูกในห้องต้องเป็นบริเวณที่มีแสงสว่างชัดเจน หรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่ต้องเปิดไฟห้องต้องสว่างในตอนกลางวัน

ต้องปลูกให้โดนแดดอย่างสม่ำเสมอประมาณวันละ 3 – 5 ชั่วโมง และต้องหมั่นหมุนต้นไม้ให้โดนแสงแดดทั่วกันทั้งต้นไม่อย่างนั้นต้นจะเอียง 

ต้องไม่ชื้นจนเกินไป 

ต้นไทรใบสักนั้นเป็นพืชที่ชอบความชื้น แต่ไม่ได้ชอบความแฉะจนเกินไป สิ่งที่ควรระวังในการเลี้ยงต้นไทรใบสักนั้นต้องไม่ให้มีน้ำมากเกินไป ไม่ให้มีน้ำขังในจานรองกระถาง ไม่เช่นนั้นรากจะเน่า และมีเชื้อรา ทำให้ต้นตายได้ การรดน้ำควรรดให้ชุ่มจนถึงก้นกระถาง แล้วปล่อยประมาณ 3 – 4 วัน จากนั้นให้ลองดูดินภายในกระถางว่าแห้งหรือไม่โดยใช้นิ้วจิ้มลงดินไปประมาณครึ่งนิ้ว ถ้ายังชื้นอยู่ก็ยังไม่ต้องรดน้ำ ถ้าแห้งค่อยรดน้ำใหม่ 

ต้องเปลี่ยนดินหรือไม่ 

สำหรับการปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิดนั้นบางคนนิยมที่จะเปลี่ยนดินใหม่ตั้งแต่เริ่มซื้อมา เนื่องจากไม่แน่ใจว่าดินที่ทางร้านผสมมาให้นั้นมีธาตุอาหารตามต้องการหรือไม่ แต่สำหรับไทรใบสักนั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนดินเมื่อซื้อมา ให้ใช้วิธีเติมปุ๋ย หรือเติมแร่ธาตุที่จำเป็นลงไปก็ใช้ได้

แต่ถ้ามีการเปลี่ยนกระถางใหม่แล้วมีที่ว่างในกระถางจำเป็นต้องเพิ่มดินลงไปทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่าง ดินที่เหมาะสมได้แก่ดินผสมมูลไส้เดือน ผสมกาบมะพร้าว 

สำหรับเทคนิคง่ายในการดูแลต้นไทรใบสักให้สามารถเจริญเติบโต และมีฟอร์มสวยตามต้องการนั้นเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป ลองทำตามคำแนะนำในบทความนี้รับรองว่าจะได้ไทรใบสักที่สวย และแข็งแรงอย่างแน่นอน 

ดูแลไม้ต้นมงคลรวยทรัพย์ให้ดีชีวิตรุ่งเรือง

ต้นไม้มงคลรวยทรัพย์เป็นต้นไม้สายพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่กับความเชื่อในเรื่องต้นไม้มงคลมาตั้งแต่สมัยอดีต ซึ่งไม้มงคลต่างๆ นั้นตามความเชื่อก็จะให้คุณแก่ผู้ปลูกในลักษณะต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา สุขภาพ เป็นต้น

ซึ่งการปลูกต้นไม้มงคลโดยเฉพาะไม้มงคลที่ช่วยในเรื่องทรัพย์สินความร่ำรวยนั้นก็ต้องมีวิธีดูแลรักษาซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์ ลองมาดูกันว่าไม้มงคลรวยทรัพย์นั้นมีวิธีการดูแลอย่างไร 

ต้นเศรษฐีมีทรัพย์ 

สำหรับต้นเศรษฐีมีทรัพย์ หรือต้นเศรษฐีรวยทรัพย์ เป็นไม้ในกลุ่มพีโลเลนดรอน เป็นไม้ล้มลุกที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เป็นไม้มงคลนามเชื่อว่าถ้าปลูกไว้จะส่งเสริมให้เกิดความร่ำรวย ค้าขายเจริญก้าวหน้า การดูแลต้นเศรษฐีมีทรัพย์นั้นดูแลไม่ยาก

เพราะธรรมชาติของไม้ชนิดนี้ไม่ต้องการน้ำขัง ชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี ควรปลูกในที่ไม่มีแดดจัด มีแสงแดดรำไร ใส่ปุ๋ย และพรวนดินตามความเหมาะสม 

ต้นกวักมรกต 

ต้นกวักมรกตเป็นพันธุ์ไม้ที่มาจากทวีปแอฟริกา เป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเนื่องจากมีใบที่สวยงาม ส่วนทางความเชื่อเรื่องไม้มงคลนั้นกวักมรกตจัดว่าเป็นไม้มงคลนาม

ส่งเสริมโชคลาภ เรียกทรัพย์ ส่วนการดูแลนั้นก็ไม่ได้ยุ่งยาก กวักมรกตเป็นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำมาก ชอบแสงแดดรำไร จึงควรปลูกในที่ร่ม หรือที่ซึ่งมีแสงรำไร ชอบดินร่วนระบายน้ำได้ดี ใส่ปุ๋ยประมาณ 3 – 6 เดือน / ครั้ง 

ต้นนกน้อยนำโชค 

ต้นนกน้อยนำโชค หรือนางกวักสาลิกาลิ้นทอง เป็นไม้อวบน้ำขนาดกลาง ดอกสีชมพู ซึ่งความเชื่อในเรื่องของไม้มงคลนั้นต้นนกน้อยนำโชคเมื่อปลูกแล้วจะช่วยในเรื่องเงินทอง โชคลาภวาสนา มีความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปลูก ส่วนการดูแลต้นนกน้อยนำโชคนั้นควรดูแลเรื่องน้ำ และแดด เนื่องจากไม้ชนิดนี้ชอบแดดรำไร และน้ำปานกลาง ไม่ชอบแดดจัด หรือน้ำขัง 

ต้นรวยไม่เลิก 

สำหรับต้นไม้ชนิดนี้แค่ชื่อก็บ่งบอกได้ว่าเป็นไม้มงคลนามที่ช่วยในเรื่องทรัพย์สินเงินทองอย่างแน่นอน ต้นรวยไม่เลิกเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กอายุยืน ถ้าผู้ปลูกนั้นสามารถปลูกต้นรวยไม่เลิกให้ออกดอกได้ทั้งปีก็จะยิ่งเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทองได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนการดูแลต้นรวยไม่เลิกนั้นก็ดูแลไม่ยาก เพียงแค่ปลูกในดินร่วนที่สามารถระบายน้ำได้ดี รดน้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่ให้มีน้ำขัง ชอบแดดปานกลาง จึงควรปลูกในที่มีแสงแดดส่องถึงบางเวลา 

สำหรับความเชื่อเรื่องต้นไม้มงคลรวยทรัพย์นั้นเมื่อนำมาปลูกแล้วจำเป็นต้องดูแลรักษาให้ดี เพราะถ้าปลูกไม่ดี ไม้มงคลเหล่านั้นไม่โต หรือตายลงไป สิ่งที่คาดหวังไว้อาจไม่มีทางเกิดขึ้นก็เป็นได้ 

รู้ยัง? ดอกไม้หอมไม่มีได้มีแค่สีขาว

ถ้าถามถึงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม คำตอบส่วนใหญ่มักจะเป็นไม้ดอกสีขาว เพราะธรรมชาติรังสรรค์ให้ดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมๆ ไว้ดึงดูดแมลงเพื่อแพร่พันธุ์ แต่สำหรับใครที่ต้องการไม้ดอกที่ทั้งมีกลิ่นหอมและมีสีสันสดใสไว้ปลูกในสวน บทความนี้จะรวบรวมเอาพันธุ์ไม้ดอกหอมที่จะช่วยแต่งแต้มสีสันให้สวนของท่านโดดเด่นกว่าที่เคย

เปลวสุริยัน

เริ่มที่ไม้เลื้อยดอกหอมที่ให้ดอกสีแดงสดใส ต้นไม้ชนิดนี้ชอบแสง จึงควรปลูกในที่ที่มีแสงแดดเต็มวัน ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมาะกับการปลูกเป็นซุ้มไม้เลื้อย

ปาหนันช้าง

ต้นไม้พันธุ์นี้มีไม้ดอกขนาดใหญ่ กลีบดอกสีเหลืองสด ขอบหยิกเป็นริ้ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ชอบอากาศร้อนชื้นอย่างภาคใต้ของเมืองไทย เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 10 เมตร ให้ร่มเงาได้ดี ชอบแสงแดดเต็มวัน และควรให้น้ำมาก

นางแดง

ดอกนางแดงมีรูปร่างดอกคล้ายดอกกล้วยไม้และดอกลำดวน ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบมีสีแดงเป็นลายที่ปลาย ส่วนขั้วเป็นสีเหลืองอ่อน นางแดงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่สูงได้ถึง 20 เมตร เหมาะที่จะปลูกให้ร่มเงาในสวนโดยปลูกในที่ที่ได้แสงแดดเต็มวัน

มหาพรหมราชินี

มีลักษณะดอกคล้ายดอกกล้วยไม้เช่นกัน มีดอกสีชมพูอ่อนดูสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่เป็นไม้พุ่มสูงในระดับ 2-3 เมตร หากจัดสวนในพื้นที่แคบเหมาะที่จะปลูกเป็นจุดเด่นของสวน เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดตลอดวัน ควรให้น้ำปานกลาง

แย้มปีนัง

ออกดอกสีชมพูอ่อนดูสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะดอกคล้ายดอกชวนชม คือมีด้วยเป็นรูปถ้วย เป็นไม้พุ่มสูงในระดับ 2-3 เมตร ปลูกในสวนหรือในพื้นที่แคบได้ สามารถเป็นจุดเด่นให้สวนได้ชอบอยู่ในตำแหน่งที่มีแสงแดดตลอดวัน

แก้วเจ้าจอม

ต้นแก้วเจ้าจอมเป็นไม้ที่มีขนาดกลางเหมาะกับปลูกในสวนหรือปลูกต่อกันเป็นแนวรั้วได้ ที่ปลายยอดของแก้วเจ้าจอมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะดอกเป็นช่อเล็กๆ สีม่วงสลับกับดอกสีขาวบ้าง ผงของดอกแก้วเจ้าจอมสามารถนำไปสกัดเป็นชาบำรุงกำลังได้อีกด้วย

สร้อยฟ้า

มีดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ ทรงดอกมองจากด้านหน้าเป็นรูปกลม คล้ายวงกลมที่มีรัศมีเป็นสีม่วงคราม โคนและปลายสีครีมเรียงเป็นวงในสุด มีกลิ่นหอมแรง ออกดอกตลอดปี ดอกจะดกเป็นพิเศษช่วงหน้าฝน ชอบแสงแดดเต็มวัน นิยมใช้ปลูกเป็นซุ้มไม้เลื้อย

รักเร่

ดอกไม้ที่เป็นที่นิยมปลูกในสวนดอกไม้ทางภาคเหนือของไทย มีลำตันเป็นทรงพุ่ม มีดอกออกตรงปลายยอดเป็นกระจุกใหญ่ รูปร่างดอกจากมุมด้านหน้าค่อนข้างกลม มีกลีบดอกเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ หลายชั้น และดอกยังส่งกลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ สามารถใช้สกัดเป็นสีผสมอาหารหรือใช้ต้มย้อมผ้าได้อีกด้วย เพราะมีสีสันที่หลากหลายทั้งสีส้ม ม่วง ขาว แดง ชมพู เหลือง

กุหลาบ

กุหลาบมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งยังได้รับความนิยมปลูกมากที่สุด เป็นพืชไม้ดอกที่ขยายพันธุ์ได้ง่าย ลำต้นสูงมีหนามออกดอกเดียวตรงปลายยอด หรือบ้างเป็นช่อกลุ่ม ดอกมีกลิ่นเฉพาะตัว เป็นกลิ่นหอมฉุนอ่อนๆ มักนิยมไปสกัดเป็นน้ำหอม กลีบกุหลาบบางชนิดยังใช้ทำชาได้อีกด้วย

เล็บมือนาง

มีลักษณะลำต้นเป็นไม้เถาเลื้อย เติบโตได้ดีในเขตร้อนทั่วไปอย่างประเทศไทย เมื่อออกดอกจะมีความสวยงามมากเพราะดอกจะออกเป็นพุ่มเต็มต้น เมื่อมองดูจะเหมือนมีสามสี คือ เมื่อแรกบานจะเป็นสีขาว จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูหรือสีแดง มีกลิ่นหอมเย็นเป็นเสน่ห์ ละมุนไม่ฉุน สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

มณฑา

มณฑาเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีดอกแตกออกตามง่ามใบ หรือส่วนยอดของลำต้น ดอกมีลักษณะซ้อนกับเป็นชั้นๆ กลีบดอกแข็งหนา ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง ให้กลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน และจะหอมแรงช่วงค่ำจนถึงเช้า เหมาะที่จะปลูกในตำแหน่งใกล้กับห้องนอน เติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดอ่อน รำไร หรือแสงแดดปานกลาง

ไอริส

ดอกไม้จากต่างประเทศที่ปลูกในไทยได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบดอกไม้สีม่วงโดยเฉพาะ เพราะให้ดอกสวยสีม่วงอ่อนๆ ตัดด้วยสีเหลืองเล็กน้อย และสีคราม ส่งกลิ่นหอมฟุ้งและในตำนานแบบกรีกยังมีความเชื่อว่าเป็นดอกไม้ที่ให้
โชคดีในเรื่องของความรัก

เป็นต้นไม้ที่มีความแข็งแรงชอบแดด ดังนั้นจึงควรปลูกกลางแจ้ง ชอบอากาศในช่วงปลายฤดูหนาวจนถึงช่วงต้นฤดูร้อน เมื่อดอกออกจะส่งกลิ่นหอมเรียกผีเสื้อได้เป็นอย่างดี

ดอกสวีทพี

สวีทพีเป็นไม้เถาชนิดหนึ่งนิยมปลูกให้เลื้อยตามรั้วบ้าน มีดอกเป็นลักษณะพุ่มตูมๆ กลีบใหญ่ มีหลากหลายสีอย่าง สีแดง ชมพู ม่วง และขาว มีกลิ่นหอมละมุน ดอกสวีทพีจะโตได้ดีในสภาพอากาศชื้น และแดดจัด เหมาะกับประเทศไทยเช่นกัน

นมตำเรีย

เป็นไม้เถา แข็งแรงคงทน มีใบหนามากเป็นมัน รูปร่างแบบหัวใจบ้าง รูปกระสวยบ้าง ขนาดก็ต่างกัน ดอกออกเป็นกระจุกกลม มีขนาดเล็กใหญ่คละกันไป มีสีขาว สีนวลอมม่วง และสีม่วง ให้กลิ่นหอมแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด และส่วนมากจะส่งกลิ่นในเวลากลางคืน

พุทธชาติสามสี

ไม้ดอกชื่อไทยชนิดนี้นำเข้ามาจากต่างประเทศ เป็นไม้พุ่มหนา ขนาดโตเต็มที่สูงราว 2 เมตร มีดอกออกเดี่ยวๆ ตามข้อระหว่างกิ่งกับใบหรือตามยอด เวลาบานจะเริ่มจากสีม่วงแก่ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีอ่อนลงจนเป็นสีขาว มีกลิ่นหอมมาก และเป็นกลิ่นหอมเย็นๆ กลิ่นจะอ่อนลงมากเมื่อใกล้จะโรย

มีดอกไม้หอมหลากสีให้ท่านเลือกจัดวางลงในสวน ได้ทั้งสีสันสวยงามและกลิ่นหอมตลอดปี

4 ต้นไม้ฟอกอากาศใบสวย ปลูกไว้ในบ้าน อากาศสดชื่น

สำหรับใครที่ชื่นชอบต้นไม้และพื้นที่สีเขียว แต่อยากหลีกเลี่ยงการออกไปเจอแสงแดดและมลภาวะภายนอก การปลูกต้นไม้ภายในบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเพิ่มอากาศที่บริสุทธ์และเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้านได้นะ

วันนี้เราจะมาพูดถึงต้นไม้ฟอกอากาศใบสวย 4 ชนิดที่ควรปลูกไว้ในบ้าน เพื่ออากาศที่ปรอดโปร่ง และทัศนียภาพที่งดงาม มองที่ไรก็สดชื่นสบายตา

1.มอนสเตร่า (Monstera)

ต้นไม้ชนิดนี้ถือว่าถูกใจผู้ที่ชื่นชอบต้นไม้ใบสวยชนิดอิ่มน้ำเป็นอย่างมาก เพราะใบมีลักษณะกลมโต ผิวใบมันวาว ให้ความรู้สึกหรูหรา การวางประดับไว้ในบ้านนอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว ยังเอื้ออำนวยในการทำความสะอาดใบได้ง่าย

ยิ่งเช็ดใบยิ่งสวยถ้าจะใช้ดีใช้ผ้าชุบน้ำมันพืชนิด ๆ แล้วเช็ดจะช่วยให้ใบวาว พืชประเภทนี้ปลูกได้ไม่ยาก เพราะเป็นพืชชอบน้ำ เลี้ยงง่าย เพียงรดน้ำวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ชุ่มมาก และตั้งไว้ในที่ที่มีแสงแดดอ่อน ๆ เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

2.เฟิร์นบอสตัน (Boston Fern)

สำหรับผู้ที่รักการเลี้ยงต้นไม้ชนิดใบเฟิร์นต้องชื่นชอบบอสตันเป็นแน่ เพราะลักษณะของใบหยักสวยงามกว่าเฟิร์นชนิดอื่น ๆ อีกทั้งยังมีความพิเศษคือ ใบเรียงตัวสวยงามและมีสีเขียวสะดุดตา สำหรับในการเลี้ยงนั้น ต้นไม้ชนิดนี้จะชอบน้ำเป็นพิเศษ

ดังนั้นควรรดน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและคงความสวยงามให้กับใบอยู่เสมอ อีกทั้งยังชอบแสงรำไร จึงเหมาะในการปลูกเพื่อฟอกอากาศภายในบ้านมาก

3.เขียวหมื่นปี (Chinese Evergreen)

มาเอาใจคนรักต้นไม้ชนิดใบลายกันบ้าง สำหรับเขียวหมื่นปี ต้นไม้ชนิดนี้ใบจะมีลักษณะพิเศษคือ เป็นลายสวยงาม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพันธุ์ไม้ที่มีสันแปลกใหม่ พร้อมปลูกเพื่อเพิ่มอากาศที่สดชื่นให้กับภายในบ้าน โดยการเลี้ยงนั้นสามารถเลี้ยงได้ง่ายมาก

เพราะขนาดของต้น ไม่เปลืองพื้นที่ในการปลูก อีกทั้งยังไม่ค่อยชอบแดดและความร้อน จึงเหมาะที่จะปลูกเป็นต้นไม้ฟอกอากาศภายในบ้านมากกว่า รดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอสำหรับต้นไม้ชนิดนี้ ถือว่าสะดวกมาก

4.เดหลี (Peace Lily)

ใครที่ชื่นชอบไม้ดอกต้องเทใจให้กับต้นไม้ชนิดนี้ เพราะเดหลี เป็นไม้ดอกที่มีใบสวยงาม น่าชม ใบมีลักษณะเรียว กว้าง เป็นมันวาว ทำความสะอาดใบได้ง่าย ดอกมีสีขาว ชูก้านดอกที่สวยงาม

แต่ไม่ได้มีดีแค่ความสวย เพราะเดหลียังสามารถฟอกอากาศได้ดีอีกด้วย ในการเลี้ยงนั้นสามารถตั้งไว้ในที่ที่มีแสงแดดอ่อน ๆ รดน้ำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพราะต้นไม้ชนิดนี้จะชอบความชื้นมากเป็นพิเศษ หากขาดการรดน้ำจะทำให้ใบและดอกขาดความสวยงามได้

การปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ นอกจากจะช่วยกรองมลพิษ เพิ่มความบริสุทธิ์ให้อากาศภายในบ้านแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทัศนียภาพที่สดชื่นให้กับมุมพักผ่อนของบ้านได้อีกด้วย วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ใครที่ว่าง ๆ อยากเพิ่มความสวยงาม เพิ่มความน่าอยู่ให้บ้านที่เรารักมาปลูกต้นไม่กันดีกว่า

วิธีการจัดสวนหย่อมกลางแจ้งให้สวยงามและน่ามอง

การมีสวนหย่อมภายในบ้านช่วยทำให้บ้านของเราดูร่มรื่นมากขึ้นและทำให้บรรยากาศรอบ ๆ บ้านดูเย็นลง ซึ่งการจัดสวนหย่อมก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้บรรยากาศรอบบ้าน ๆ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

โดยจะเหมาะสำหรับเป็นมุมนั่งพักผ่อนเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า และต้นไม้ที่ปลูกในสวนหย่อมก็ยังช่วยฟอกอากาศบริเวณรอบบ้านให้มีอากาศที่บริสุทธิ์มากขึ้น นอกจากนี้การจัดสวนหย่อมกลางแจ้งหากมีรูปแบบสวนหย่อมในใจแล้ว สามารถลงมือทำได้ด้วยตนเอง แต่ก่อนอื่นต้องจัดเตรียมสิ่งต่อไปนี้

1. การปรับหน้าดินให้มีความเหมาะสม

โดยการปรับหน้าดินของพื้นที่สวนหย่อมกลางแจ้งถือว่าเป็นหัวใจหลักที่มีความสำคัญ ซึ่งเราจะต้องทำการถมดินพร้อมกับการกำจัดวัชพืชต่าง ๆ

ให้เรียบร้อยจากนั้นก็นำปูนขาวมาโรยในจุดที่ต้องการทำต้องการทำให้เป็นพื้นต่างระดับโดยการโรยปูนขาวแบ่งเป็นช่อง ๆ แล้วลงดินในบริเวณที่ต่างระดับลงไปและไล่ลงไปเรื่อย ๆจากนั้นก็รดน้ำพร้อมกับเหยียบหน้าดินเพื่อให้มีความแน่นหนาและมีความมั่นคงมากขึ้น

2.หินและกรวดที่ใช้ตกแต่ง

หินและกรวดถือว่าเป็นของตกแต่งที่มีความสำคัญสำหรับการจัดสวนหย่อมกลางแจ้งเพราะจะทำให้สวนของเรามีความงาม มีมิติ และใช้สำหรับเป็นเครื่องนำทางที่จะทำให้สามารถเดินชมสวนได้ง่ายมากขึ้น

ซึ่งหินที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้นำมาปูในส่วนของทางเดินก็จะเป็นหินทางเดินชนิดมีลวดลาย เพราะหินชนิดนี้จะมีความทนทานและมีความแข็งแรงสามารถรองรับน้ำหนักต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

3.พืชคลุมดินที่มีความเหมาะสม

พืชคลุมดินถือว่าจะช่วยรักษาหน้าดินให้มีความชุ่มชื้นและมีความสวยงามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในการจัดสวนหย่อมก็จะมีการเลือกพืชคลุมดินที่แตกต่างตามลักษณะของพื้นที่ซึ่งจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • สวนหย่อมที่มีแสงแดดส่องอยู่ตลอดเวลา โดยเราจะต้องเลือกใช้พืชคลุมดินที่มาจากประเทศในเขตร้อนชื้น อันได้แก่ ใบต่างเหรียญ และกระดุมทองเลื้อย เพราะพืชคลุมดินจำพวกนี้จะมีใบลักษณะสีเขียวเป็นมัน และสามารถทนทานต่อสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี
  • สวนหย่อมที่มีแสงแดดส่องแบบเบาบาง ซึ่งพืชคลุมดินที่เหมาะจะนำมาปลูกจะต้องเป็นพืชคลุมดินที่มีความสวยงามอย่าง ส้มกบหรือผักแว่น โดยพืชจำพวกนี้เราสามารถดูแลรักษาได้ง่ายแถมยังมีสรรพคุณทางยาที่เราสามารถนำใบมาใช้ทาเพื่อรักษาแผลที่เน่าเปื่อย และใช้รับประทานเพื่อแก้อาการท้องเสียได้อีกด้วย

ของที่ใช้ตกแต่งสวนหย่อม หลังจากที่เราทำการปรับปรุงหน้าดินของสวนหย่อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะต้องมีการตกแต่งสวนของเราให้ดูน่ามองยิ่งขึ้นด้วยการนำ แจกันสวย ๆ หรือจะเป็นตุ๊กตาดินเผาในแบบน่ารัก ๆ มาทำการตกแต่งหรือวางตามมุมต่าง ๆ ของสวนหย่อม เพื่อเป็นการช่วยทำให้สวนหย่อมของเราดูสวยงามและดูน่ามองมากขึ้น

ขอแค่มีรูปแบบในใจใคร ๆ ก็สามารถจัดสวนหย่อมกลางแจ้งได้โดยไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าจ้างนักแต่งสวนให้สิ้นเปลือง เพียงนำวิธีการจัดสวนที่แนะนำไปใช้ เพียงเท่านี้พื้นที่ว่างในบริเวณก็มีชีวิตชีวา พร้อมสำหรับการพักผ่อนของครอบครัว

เลือกสายพันธุ์ต้นลิ้นมังกรให้เหมาะกับสไตล์ของบ้าน

ต้นลิ้นมังกรสุดยอดไม้ฟอกอากาศที่เป็นที่นิยมมากในช่วงนี้ ด้วยลักษณะที่โดดเด่น สวยสะดุดตา เหมาะกับการจัดใส่กระถางตกแต่งทั้งภายในและภายนอกของตัวบ้าน ทนต่อทุกสภาพอากาศ ปลูกง่ายไม่ต้องประคบประหงมมาก

นอกจากนั้นยังเป็นไม้มงคลที่เชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าความอัปมงคล ภัยอันตรายต่าง ๆ ให้ผู้ครอบครองแคล้วคลาด ปลอดภัย และยังเป็นต้นไม้เพื่อสุขภาพ คายออกซิเจนออกมาตอนกลางคืนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาปลูกไว้ในบ้าน

แต่รู้หรือไม่ว่าลิ้นมังกรมีหลากหลายสายพันธุ์มาก แต่ละสายพันธุ์ก็มีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันออกไป และแต่ละสายพันธุ์ก็เหมาะที่จะนำมาตกแต่งบ้านแต่ละสไตล์ที่ต่างอีกด้วย สายพันธุ์ไหนจะเหมาะกับบ้านแบบไหนกันบ้าง ตามมาดูไปพร้อมกันเลย

1. ลิ้นมังกรใบเขียวหรือหอกพระอินทร์

ลิ้นมังกรสายพันธุ์นี้จะมีลักษณะใบเรียวยาวสีเขียวเข้มลายเขียวสลับขาว ใบหนาแข็ง ต้นสูงพอประมาณ เป็นสายพันธุ์ที่เราพบเจอบ่อยมาก หาได้ง่าย ราคาไม่แพง สามารถปลูกได้ทั้งในสวนเป็นแปลงหรือใส่กระถางตั้งไว้ในบ้าน

 เหมาะกับการนำไปปลูกในบ้านสไตล์ Nature Styles ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ ปกติบ้านสไตล์นี้จะเน้นความเป็นธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้และมีสวนอยู่แล้ว หากได้ลิ้นมังกรหอกพระอินทร์เข้าไปตกแต่งเพิ่มในสวนหรือสักมุมของบ้านจะเพิ่มความกลมกลืนได้อย่างลงตัวเลยล่ะ

2. ลิ้นมังกรขนเม่น

อีกหนึ่งสายพันธุ์ลิ้นมังกรต้นเล็ก ๆ สุดน่ารัก ที่มีลักษณะแปลกตาคล้าย ๆ กับพุ่มขนเม่น เป็นพืชใบเดี่ยว ออกสลับเป็นกระจุกรอบลำต้น โดยใบจะเรียงสลับซ้อนกันเป็นชั้น 10-15 ชั้น ใบแต่ละกระจุกจะออกห่างกันเป็นช่วง ๆ ตามความยาวของลำต้น

เหมาะกับการใส่กระถางเล็ก ๆ สีขาววางไว้ในบ้านสไตล์มินิมอลที่เน้นความเรียบง่ายแต่ลงตัว คุณอาจนำลิ้นมังกรขนเม่นไปวางตกแต่งไว้บนโต๊ะรับแขกหรือโต๊ะทานข้าวเพิ่มความชดชื่นให้บ้านได้

3. ลิ้นมังกรงาช้าง

ลิ้นมังกรงาช้างเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มาแรงมากในขณะนี้ ลักษณะเป็นพืชอวบน้ำประเภทใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นเป็นเหง้าหรือไหลอยู่ใต้ดินจะมีปล้องสั้นและอวบอ้วน ลักษณะใบกลมตั้งยาวคล้ายงาช้าง

ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ชวนมองและเหมาะที่จะนำไปตกแต่งบ้านอย่างมาก และยิ่งเป็นบ้านแนว Vintage Styles ย้อนยุคหน่อย ๆ ยิ่งเข้ากันได้ดี ส่งให้ตัวบ้านดูน่าค้นหา มีความลึกลับมากยิ่งขึ้น

4. ลิ้นมังกรครีบปลาวาฬ

ฟังแค่ชื่อสายพันธุ์เราก็เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงสามารถจินตนาการรูปร่างของต้นลิ้นมังกรสายพันธุ์นี้กันได้บ้างแล้ว ครีบปลาวาฬเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะมีใบเพียงใบเดียวที่รูปร่างคล้ายกับครีบของปลาวาฬจริง ๆ ด้วยลักษณะที่ดูโล่งสบายตาจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำไปตกแต่งบ้านแนว Monotone Styles รับรองว่าคุมโทนสีไหนก็ไม่หลุดโทนแน่นอน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพียงบางส่วนของสายพันธุ์ต้นลิ้นมังกรที่คนนิยมนำมาปลูกเท่านั้น ยังมีอีกหลายสายพันธุ์ที่เราอาจไม่ได้กล่าวถึง แต่ความสวยงาม โดดเด่นก็ไม่แพ้กัน ใครที่สนใจต้นไม้สร้างออกซิเจน กำจัดจัดคาร์บอนไดออกไซด์แบบลิ้นมังกร ต้องลองหามาปลูกตามกันดูแล้วล่ะ สวยด้วย มีประโยชน์ด้วยแบบนี้ไม่มีในบ้านไม่ได้แล้ว